สงครามช่วยอำนวยให้ชื่นฉ่ำ: ผีคอมมิวนิสต์กับการสั่งสมทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ธิติ แจ่มขจรเกียรติ เรื่อ
ณิชยา ลังกาพินธุ์ ภาพหน้าปก

หมายเหตุ: ปรับปรุงเพิ่มเติมจากบทอภิปรายหัวข้อ “สงคราม (เย็น) ยังไม่จบ!” ในโครงการ General Intellect#3

– 1 –

ก่อนอื่นต้องขอบคุณสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่เชิญผมมาร่วมพูดคุยกันวันนี้นะครับ ต้องออกตัวก่อนว่าผมไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ หรือนักรัฐศาสตร์ ผมเป็นนักเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา แต่ผมสนใจจุดร่วมกันระหว่างคำถามทางประวัติศาสตร์และคำถามการเมืองในหัวข้อที่ผู้จัดได้มอบหมายให้ผมมาพูด ทำให้การอภิปรายของผมวันนี้จะอยู่ในกรอบใหญ่ของการตอบคำถามที่ว่า สงครามเย็นและผีคอมมิวนิสต์มีความสัมพันธ์กันอย่างไร จากนั้นผมจะลองวิเคราะห์ต่อว่า การใช้กรอบสงครามเย็นมาอ่านระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สองนั้นมีประโยชน์หรือไม่ แล้วมรดกสงครามเย็นที่ตกทอดมาในไทยคืออะไร อีกเรื่องที่ผมต้องดักไว้ก่อนคือ เนื้อหาบรรยายครั้งนี้เกี่ยวกับที่มาของการทำให้ “คอมมิวนิสต์เป็นผี” มากกว่าเกี่ยวกับเรื่อง “คอมมิวนิสต์” เอง

– 2 –

ประเด็นแรกที่อยากพูดถึงและคิดว่าเป็นประเด็นที่อยู่ในหัวข้อบรรยายอยู่แล้วคือ “สงคราม” ซึ่งจะแยกย่อยออกไปอีก 2 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนี้

หนึ่ง ในบรรดานักทฤษฎีเกี่ยวกับสงคราม คาร์ล ชมิดท์ (Carl Schmitt) นักทฤษฎีการเมืองฝ่ายขวาของเยอรมันได้อธิบายตรรกะของสงครามไว้ว่าตั้งอยู่บนหลักการของ “enmity” หรือ “ความเป็นอริ” อันนำไปสู่การแบ่งคู่ตรงข้ามระหว่างมิตรและศัตรู แม้ตรรกะดังกล่าวจะพื้นฐานมากแต่ก็มีพลังอธิบายต่อเนื่องถึงประเด็นผีคอมมิวนิสต์ได้ ดังจะกล่าวต่อไป แต่จะทิ้งท้ายในความเห็นของผมว่าวาทกรรมผีคอมมิวนิสต์นั้นเกิดขึ้นมาได้เพราะส่วนหนึ่ง คอมมิวนิสต์พ่ายแพ้ในสงครามเย็น และคำถามต่อเนื่องจากประเด็นนี้คือ ‘คอมมิวนิสต์เป็นศัตรูของใคร?’ และ ‘ทำไมถึงต้องสร้างคอมมิวนิสต์ให้เป็นผี?’

Carl Schmitt (1888-1985)

สอง ในมุมมองของคาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) จากบทการสั่งสมทุนขั้นแรกเริ่ม หรือ originary/primitive accumulation ใน หนังสือ ว่าด้วยทุน (Das Kapital) สงครามเป็นองค์ประกอบสำคัญของกระบวนการสั่งสมทุน ไม่มีการสั่งสมทุนใดในโลกที่ปราศจากการทำสงครามในระดับใดระดับหนึ่ง หากไม่ใช่สงครามเชิงกายภาพระหว่างกองทัพกับกองทัพ ก็ขอตีความว่าเป็นสงครามกับปัจจัยการผลิตหรือมิติบางประการในสังคมมนุษย์ผ่านกระบวนการบุกยึด ครอบครอง กดขี่ ขูดรีด ลดทอน ระหว่างชนชั้นนายทุนกับสภาพแวดล้อม (ที่ดิน ป่าไม้ ภูเขา ทะเล) พื้นที่ชนบท แรงงานสตรีและเด็ก แรงงานอพยพ มิติการแสดงออกทางการเมือง ฯลฯ

Karl Marx (1818-1883)
หนังสือ Das Kapital

จริงอยู่ที่มูลเหตุของสงครามอาจเกิดขึ้นหลากหลายกรณี แต่ผมอยากจะเสนอว่าตั้งแต่ช่วงการพัฒนาของทุนนิยมแบบพาณิชย์-อุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา การทำสงครามโดยเฉพาะจากประเทศมหาอำนาจล้วนเกี่ยวข้องกับตรรกะของการสั่งสมทุน ซึ่งก็คือการสร้างมูลค่าส่วนเกิน และมูลค่าส่วนเกินนี้เองที่ทำให้การทำสงครามนั้นคุ้มค่า ไม่ใช่ว่าเสียทุนทรัพย์และแรงงานไปกับการทำสงครามแล้วล้มละลาย ในประเด็นนี้งานเขียนที่น่าจะชัดเจนที่สุดคืองานของ สเวน เบ็คเคิร์ท (Sven Beckert) เรื่อง Empire of Cotton ที่นำเสนอว่าสินค้าสำคัญของโลกอย่างฝ้ายเป็นตัวการสำคัญที่ขับเคลื่อนผ่านระบบที่เบ็คเคิร์ทเรียกว่า “ทุนนิยมสงคราม (War Capitalism)” การทำให้ฝ้ายเกิดมูลค่าเพิ่มสูงสุดในช่วงศตวรรษที่ 18 ถึง 19 บรรดานายทุนจากยุโรปตะวันตก และอเมริกาล้วนมีส่วนร่วมในการกดขี่แรงงานทาส ยึดที่ดิน หรือแม้แต่สังหารชนพื้นเมือง ล่าอาณานิคม หรือการค้าขายด้วยกองกำลัง

Sven Beckert
Empire of Cotton: A Global History

– 3 –

ผมอยากจะเสนอต่อไปว่า ประเด็นเรื่อง ‘สงครามกับทุน’ นั้นเกี่ยวข้องยิ่งยวดกับ ‘สงครามเย็นและผีคอมมิวนิสต์’  หากเรามองว่าสงครามเย็นนั้นไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้ของอุดมการณ์​ แต่เป็นการขับเคี่ยวระหว่างกระบวนการสั่งสมทุนสองประเภทที่มีตรรกะและเป้าประสงค์แตกต่างกันจนถึงขั้นเป็นคู่ขัดแย้งกัน กล่าวคือ ระหว่างการสั่งสมทุนแบบทุนนิยมของอเมริกาที่เคลือบวาระการเมืองไว้ด้วยวาทกรรม”เสรี”การสร้างความเป็นสมัยใหม่ และการสร้างเสถียรภาพ ไม่ว่าจะเป็นระบบการเมืองประชาธิปไตยเสรีที่สนับสนุนนายทุน แต่กลับต่อต้านกรรมกรและคอมมิวนิสต์​ หรือระบบเศรษฐกิจแบบทุนเสรีที่จริง ๆ แล้วใช้กฎเกณฑ์ของตลาดมาบังคับให้ประเทศกำลังพัฒนากู้เงินแล้วติดหนี้ และการสั่งสมทุนอีกประเภทคือแบบคอมมิวนิสต์ที่เน้นบทบาทการจัดสรรทรัพยากรของรัฐเพื่อสร้างความเท่าเทียมแต่กลับทำให้ผู้นำรัฐกลายเป็นนายทุนใหญ่เสียเอง

ในกระบวนทัศน์นี้ เราจัดวางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็น “แนวพรมแดน” หรือ “frontier” สำคัญที่เป็นแหล่งทุนให้มหาอำนาจมาแย่งชิงในกระบวนการสั่งสมทุน ดังนั้น ผมอยากจะเสนอต่อไปว่า เมื่อเรามองว่าอเมริกาเป็นตัวแสดงสำคัญของการสั่งสมทุนในวงจรการสั่งสมทุนใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่สองแทนอังกฤษและประเทศยุโรปตะวันตก เราจะเห็นความต่อเนื่องของการสั่งสมทุนของประเทศมหาอำนาจโลกตะวันตกจากยุคล่าอาณานิคมของยุโรปตะวันตก สู่การสั่งสมทุนหลากรูปแบบและไม่สม่ำเสมอของอเมริกา สำหรับในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราเห็นอเมริกาดำเนินการสั่งสมทุนผ่านทั้งการบีบบังคับและการสร้างความยินยอม (coercion and consent) เช่น การให้ชนชั้นปกครองของฟิลิปปินส์ยังคงสวามิภักดิ์ต่อทุนนิยมอเมริกา การเข้ามาสนับสนุนรัฐบาลทหารเพื่อฟื้นกระแสอนุรักษ์นิยมต่อต้านคอมมิวนิสต์ในไทยและอินโดนิเซีย การทำสงครามเพื่อปราบปรามคอมมิวนิสต์ในเวียดนามแต่พ่ายแพ้ เป็นต้น

กลับไปที่ประเด็นของมาร์กซ์ที่ว่าการสั่งสมทุนนั้นเกี่ยวพันกับการสงครามเสมอ และประเด็นของชมิดท์ที่ว่าตรรกะของสงครามนั้นวางอยู่บนการสร้างอริ ผมอยากจะนำประเด็นเรื่องสงครามของมาร์กซ์และชมิดท์มารวมกันเพื่ออธิบายในมุมมองของผมว่า ในช่วงสงครามเย็นตรงสมรภูมิเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เป็นแนวพรมแดนของแหล่งทุนนั้น อเมริกาหรือประเทศโลกเสรี (อเมริกา ยุโรปตะวันตก ญี่ปุ่น) ได้สร้างศัตรูหรือคู่ตรงข้ามเพื่อสร้างความชอบธรรมในการทำสงคราม นั่นคือคอมมิวนิสต์

คอมมิวนิสต์ของอเมริกาและ คอมมิวนิสต์ของพันธมิตรหรือลิ่วล้อของอเมริกานั้นมีลักษณะเป็นภาพจำอย่างที่เราเห็นคอมมิวนิสต์อยู่ในปัจจุบัน เช่น กระหายอำนาจ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ผูกขาดการปกครอง กดขี่ ล้มเหลวทางเศรษฐกิจ ไม่มีเสรีภาพทางการแสดงออก สร้างโฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนซาบซึ้งอย่างไม่ลืมหูลืมตา อยู่กับความพยาบาทลำเค็ญ ไร้ความเคารพต่อผู้อาวุโส ฯลฯ หากท่านพอจะสังเกตคำที่ผมใช้อยู่เหล่านี้ ท่านคงจะเห็นว่าข้อเสนอของผมในตรงนี้คือภาพจำด้านลบที่เสีย ๆ หาย ๆ เกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ที่เราอาจจะมีนั้น แม้จะมีเค้าความจริงอยู่บ้าง แต่เป็นภาพจำคอมมิวนิสต์อันน่ากลัวที่อเมริกาและลิ่วล้อสร้างขึ้นเพื่อเสริมความชอบธรรมในการปราบปรามศัตรูของการสั่งสมทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคอื่น ๆ ในโลก

ภาพจำหลายอย่างนี้อาจส่งมาอย่างทื่อ ๆ ผ่านเนื้อหาในแบบเรียน คำบรรยายในข่าว หรือผู้บริจาคทุนรายใหญ่แบบมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ (Rockeller) และมูลนิธิฟอร์ด (Ford) แต่จำนวนมากก็ถ่ายทอดผ่านงานศิลปะในตระกูลที่เรียกว่าสมัยใหม่นิยม หรือ modernist ในช่วงสงครามเย็น ที่ชูเรื่องอิสรภาพการแสดงออกทางสุนทรียศาสตร์แต่หลายครั้งกลับบกพร่องหรือ “บ้ง” เรื่องการเมืองที่ตัวเองนำเสนออยู่ จุดนี้ผมไม่ได้เสนอว่างาน modernist ทุกอย่างสนับสนุนโปรเจคต่อต้านคอมมิวนิสต์ของอเมริกา แต่คุณลักษณะของงานศิลปะสมัยใหม่นิยมที่เน้นเรื่องเสรีภาพของปัจเจกนั้นเป็นคุณลักษณะชั้นยอดที่อเมริกานำไปใช้สนับสนุนผลประโยชน์ทางการเมืองของตนโดยเฉพาะงานศิลปะนามธรรมที่ตีความได้หลากหลายด้าน และเน้นเรื่องรูปแบบหรือ form มากกว่าเนื้อหา ตัวอย่างเช่น งานทัศนศิลป์ประเภท expressionism และ abstractionism วรรณกรรมประเภท existentialism ภาพยนตร์โดยเฉพาะจาก Hollywood และดนตรีแจ๊ซ เราพอจะเห็นความเชื่อมโยงกับอีลีทไทยบางส่วนที่นิยมงานประเภทนี้เช่นกัน แล้วผมอยากจะริเสนอว่าความเชื่อมโยงนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เมื่อสืบดูจะพบว่ามีหน่วยงานลับของอเมริกาที่คอยโปรโมทงานพวกนี้อยู่เรียกว่า Congress for Cultural Freedom หรือ CCF หรือเป็นปีกวัฒนธรรมของ CIA อย่างในไทยสำนักพิมพ์คบไฟของ ส. ศิวรักษ์ ก็มีความเกี่ยวกับทุนของ CCF ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ

วารสารฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกของ Congress For Cultural Freedom (LARB)
สำนักพิมพ์คบไฟ

ดังนั้นเมื่อสังคมไทยปัจจุบันยังคงมีโครงสร้างอำนาจแบบเดียวกับช่วงสงครามเย็นที่ผสานอำนาจกันระหว่างขุนศึก ศักดินา พญาอินทรีย์​ เจ้าสัว และแครอท เราจึงไม่ควรแปลกใจว่าทำไมภาพจำคอมมิวนิสต์จากสงครามเย็นนี้ยังคงสถิตย์เสถียรสถาพรอยู่กับสังคมไทยปัจจุบันในระดับจิตใต้สำนึก ในความหมายว่ายังไม่ทันทำอะไรทั้งสิ้น สัญลักษณ์ของคอมมิวนิสต์ก็ทำให้คนมี automatic reflex หวาดผวาตื่นตูมและตีตนไปก่อนไข้เรียบร้อยแล้ว ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ผมประเมินว่า และถ้าประเมินผิดก็ขออภัย ประเทศไทยมีปฏิสัมพันธ์กับคอมมิวนิสต์ประเภทฆ่าล้างเผ่าพันธุ์น้อยมาก เรียกว่าการฆ่าล้างกันนั้นมาจากฝ่ายรัฐเสียมากกว่าฝ่ายคอมมิวนิสต์เสียด้วยซ้ำ

ทั้งนี้ก็ต้องเสนอในมุมกลับว่าฝ่ายคอมมิวนิสต์เองก็มีการทำให้อเมริกาเป็นอริเช่นกัน แต่ผมอยากจะเสนอว่าการทำให้อเมริกาเป็นอริของฝ่ายคอมมิวนิสต์นั้นทำในเชิงหลักการมากกว่าการกล่าวหาแบบโจมตีตัวตน หรือสร้างภาพลบแบบฟูมฟาย ฝ่ายคอมมิวนิสต์โจมตีอเมริกาว่าเป็นทุนนิยม จักรวรรดินิยม และเหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติที่ทำให้คนไร้อำนาจและชนชั้นแรงงานถูกกดขี่ขูดรีดเข้าไปอีก

ในทรรศนะของผมซึ่งเป็นมาร์กซิสต์ ผมประเมินว่าแม้ฝ่ายคอมมิวนิสต์จะตั้งอยู่บนหลักการวิพากษ์ แต่ปัญหาสำคัญของกระแสคอมมิวนิสต์ประเภทหนึ่งที่เรียกว่ากระแสของพรรคคอมมิวนิสต์ (Party Marxism) หรือ คอมมิวนิสต์ที่ปรากฏอยู่จริง (Actually-Existing Communism) คือการยึดติดกับการตีความมาร์กซ์ตามรัฐคอมมิวนิสต์ที่มีอำนาจ หรือ dogmatism อันทำให้ข้อวิพากษ์นั้นผ่านการผลิตซ้ำและขาดความแหลมคมหรือลุ่มลึก ประเด็นนี้ผมพูดได้อีกเป็นเลคเชอร์หนึ่งเลย ก็ขอยกไว้ในโอกาสถัดไป แต่ประเด็นที่อยากให้เห็นตรงนี้คือมีความแตกต่างกันในวิธีการสร้างอริของฝ่ายโลกเสรี และฝ่ายคอมมิวนิสต์

– 4 –

ข้อสังเกตอีกประการที่อยากจะย้ำคือ ความเสรีในยุคสงครามเย็นนี้เป็นความเสรีที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการต่อต้านคอมมิวนิสต์ ไม่ใช่ความเสรีแบบสัมบูรณ์ประหนึ่งว่าความเสรีนั้นคือความเสรีที่ไร้ขอบเขต เราจะเห็นว่าอเมริกานั้นใช้วิธีการสร้างอริแบบโจมตีตัวตนนี้สืบทอดมาตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคมของยุโรปตะวันตก และการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ก็ขึ้นอยู่กับว่าจักรวรรดิมองอะไรเป็นศัตรู การสร้างจักรวรรดิของอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่สองนั้นมีความเกี่ยวข้องกับสงคราม ความรุนแรงและการทหารขนาดที่ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ (Dwight D. Eisenhower) ได้เตือนในสุนทรพจน์อำลาตำแหน่งเมื่อปี 1961 ว่า การซ้อนกันของการทหารและภาคอุตสาหกรรม หรือ the military-industrial complex ระหว่างบริษัทเอกชนค้าอาวุธ ทุนอุตสาหกรรม หน่วยความมั่นคง กลาโหม และรัฐสภา เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของอเมริกาที่จะทำให้ประชาธิปไตยของอเมริกาแข็งแกร่งและอ่อนแอ

ขณะที่ช่วงอาณานิคมศัตรูก็คือผู้ปกครองพื้นเมือง ตรรกะก็จะเป็น ‘colonize or die’ ผ่านแนวคิดเรื่องภาระของคนขาว (white-man burden) หรือการสร้างอารยธรรมให้พวกคนป่าเถื่อน ช่วงสงครามเย็นศัตรูดังกล่าวก็คือคอมมิวนิสต์ ตรรกะจะเป็น ‘democratize or die, develop or die, and modernize or die’ ผ่านแนวคิดประชาธิปไตย ทุนนิยมพัฒนา และทฤษฎีความเป็นสมัยใหม่ ถ้าฝั่งคอมมิวนิสต์มีคติมาร์กซิสต์-เลนินนิสต์เป็นฐานอุดมการณ์และปฏิบัติการ ทฤษฎีความเป็นสมัยใหม่หรือ Modernization theory ซึ่งเราอาจจะลืมกันไปแล้วเพราะมันหลอมรวมมาเป็นส่วนหนึ่งของวิธีคิดกระแสหลัก ถือเป็นฐานอุดมการณ์ของฝั่งอเมริกาที่กล่าวถึงการพัฒนาทุนนิยมแบบอัดฉีดกำลังการผลิตในประเทศโลกที่สามเพื่อรองรับการสร้างมูลค่าส่วนเกินของอเมริกาแล้วเคลือบด้วยปรัชญาปฏิบัตินิยม และปฏิฐานนิยมแบบอเมริกาที่นิยมในรัฐศาสตร์กระแสหลักนั่นคือทฤษฎีการเลือกอย่างเป็นเหตุเป็นผล (Rational Choice Theory)

ข้อสังเกตประการถัดมาคือ ฝั่ง “โลกเสรี” มักขับเคลื่อนวาทกรรมและทฤษฎีนามธรรมเพื่อเคลือบวาระการเมืองของตนเองและทำให้มันดูเป็นกลาง เป็นธรรมชาติ และไม่เป็นการเมือง ไม่ว่าจะเป็นวาทกรรมเสรีภาพ การแข่งขันในตลาดทุน หรือ ‘เหตุผล’ ซึ่งทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนฐานคิดสำคัญที่ว่าคอมมิวนิสต์เป็นสิ่งที่บ่ายเบี่ยงออกไปจากกฎธรรมชาติเหล่านี้ และกฎธรรมชาติพวกนี้จะเป็นไปไม่ได้ถ้ายังมีคอมมิวนิสต์อยู่ ดังนั้นจึงต้องตอบสนองด้วยการกำจัดคอมมิวนิสต์ไปเสีย ความเป็นการเมืองแบบเลือดเย็นและสองมาตรฐานของเสรีนิยม-ทุนนิยม-ความทันสมัยแบบอเมริกาก็คือการต่อต้านคอมมิวนิสต์หรือจัดการผู้เห็นต่างโดยอ้างความเป็นกลางหรือไม่เป็นการเมือง ต่อต้านการควบคุมของรัฐแต่ใช้รัฐแทรกแซงการเมืองแบบเนียน ๆ เรียกคอมมิวนิสต์ว่ามีความเป็นการเมืองล้นเกินแต่ก็สร้างวาทกรรมไม่เป็นการเมืองมาเคลือบการเมืองของตัวเอง

นักวิเคราะห์หลายคนเรียกวิถีการปกครองของอเมริกาช่วงสงครามเย็นว่า Stealthy หรือคงแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า ‘อย่างลับ ๆ’ หรือ ‘เนียน ๆ’ เราคงจะพอเห็นว่าตรรกะนี้ใกล้เคียงกับการอ้างความไม่เป็นการเมืองของสถาบันการเมืองไทยที่ได้รับการสนับสนุนจากอเมริกาช่วงสงครามเย็นนั่นเอง นักคิดสำคัญก็อย่างเช่น รอสโตว์ (Walt Whitman Rostow) แห่ง สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ที่แต่งหนังสือ The Stages of Economic Growth: A Non-Communist Manifesto (1960) เพื่อใช้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมาต่อต้านคอมมิวนิสต์ หรือ ทาลคอตต์ พาร์สันส์ (Talcott Parsons) แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) ที่พยายามสร้างทฤษฎีความเป็นสมัยใหม่แบบทุนนิยมเสรีอเมริกาให้เป็นกฎธรรมชาติมาครอบประเทศโลกที่สามให้พัฒนาแบบอเมริกา องค์กรสำคัญที่เชื่อมโลกทฤษฎีและวิชาการมาสู่ภาคปฏิบัติการโดยเฉพาะในขอบข่ายยุทธวิธีการทหารในโลกที่สามคือองค์กรจำพวกสำนักบริการด้านยุทธศาสตร์อเมริกา (Office of Strategic Services; OSS) หน่วยข่าวกรองสหรัฐ (United States Information Agency; USIA) หรือ บริการข่าวกรองสหรัฐ (United States Information Service; USIS) เป็นต้น

เราจะเห็นข้อสังเกตด้านนี้เพิ่มเติมอีกว่า นักคิดทฤษฎีที่ดู “เป็นกลาง” และเน้นวัตถุวิสัย (objectivity) โดยเฉพาะนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยอีลีท (elite) โดยมากสนับสนุนรัฐ การปกครองแบบรัฐ อำนาจของชนชั้นปกครอง และแม้แต่การใช้ความรุนแรงของรัฐกลาย ๆ ทั้งสิ้น พวกเขาแทบไม่ได้สนับสนุนการเติบโตทางการเมืองและภูมิปัญญาของราษฎร มวลชน รากหญ้า และผู้ถูกกดขี่เลย สิ่งที่สูญหายไปในวิถีคิดแบบอุดมคตินิยมเช่นนี้คือความเป็นรูปธรรมของเงื่อนไขวัตถุอย่างแรงงานและชนชั้น ความเฉพาะเจาะจงทางประวัติศาสตร์ และสารัตถะของความแตกต่างทางสังคมอย่างเพศสภาพ ชาติพันธุ์ และสมรรถนะ

หนังสือ The Stages of Economic Growth: A Non-Communist Manifesto
Office of Strategic Services – OSS
United States Information Agency – USIA

– 5 –

กลับมาที่การสร้างความเป็นอริของอเมริกาที่ผมเสนอว่ามีความต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงอาณานิคม หลังจากอเมริกาพ่ายแพ้ “สงครามเวียดนาม” หรือในมุมเวียดนามก็อาจเรียกว่าเป็น “สงครามอเมริกา” ถ้ามองผ่านมุมตรงกลางจะเรียกว่า “สงครามอินโดจีนครั้งที่สอง”  ในปี 1975 อเมริกาก็ย้ายสมรภูมิสงคราม และแนวพรมแดนแหล่งทุน มาที่ตะวันออกกลาง เพื่อทำสงครามแย่งชิงน้ำมันทั้งอัฟกานิสถาน อ่าวเปอร์เซีย อิรัก พร้อมกันนี้ก็เริ่มสร้างวาทกรรมให้มุสลิมเป็นศัตรู โดยมีกุนซือสำคัญคือ ซามูเอล ฮันติงตัน (Samuel Huntington) ที่เสนอในหนังสือ Clash of Civilizations ว่าในการปะทะระหว่างอารยธรรมในโลกยุคหลังสงครามเย็น อิสลามหัวรุนแรงจะเป็นภัยต่อการปกครองโลกของอำนาจตะวันตก แนวคิดนี้ถ้าตรึกตรองเสียหน่อยก็คงจะไม่มีทางเชื่อ

สำหรับในปัจจุบัน เราคงจะพอเห็นว่าจีนกลายเป็นศัตรูสำคัญของอเมริกาในสงครามการค้าซึ่งมีรากฐานวาทกรรมสำหรับการสร้างอริใกล้เคียงกับการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในยุคสงครามเย็น ทว่าก็มีข้อสังเกตเรื่องความแตกต่างอยู่อย่างหนึ่งว่าการสร้างศัตรูเป็นจีนในรอบนี้ดูเป็นการปกป้องเขตแดนของอเมริกามากกว่าการขยายดินแดนออกไป เราจะเห็นเรื่องการสร้างกำแพง การกีดกันคนออกไปจากโซนอภิสิทธิ์ชนชายผิวขาวมากกว่าการสถาปนาอำนาจในพื้นที่อื่น ๆ นักวิเคราะห์หลายท่านก็เสนอว่าท่าทีที่เปลี่ยนไปเช่นนี้สะท้อนว่าจักรวรรดิอเมริกาอยู่ในช่วงวิกฤติที่ต้องดำเนินนโยบายเชิงรับมากกว่าเชิงรุก ขณะที่เราก็อาจจะยังไม่แน่ว่าจีนจะกลายมาเป็นตัวแสดงการสั่งสมทุนในวงจรการสั่งสมทุนหลังยุคอเมริกา หรือว่าโลกจะมีตัวแสดงการสั่งสมทุนหลายตัวแสดง เราก็คงต้องคอยดูต่อไป

Samuel T. Huntington (1927-2008)

ในทรรศนะของผม ผมคิดว่าหากเรามองอเมริกาว่าเป็นตัวแสดงสำคัญของการสั่งสมทุนในวงจรการสั่งสมทุนใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เราจะเห็นว่าอเมริกานั้นขยับแหล่งการสั่งสมทุนไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะบริเวณพรมแดนโลกของอเมริกาไม่ว่าจะเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในฐานะพรมแดนแปซิฟิค ละตินอเมริกาในฐานะพรมแดนตอนใต้ และตะวันออกกลางในฐานะพรมแดนฝั่งตะวันออก ผมพยายามใช้มาร์กซ์และชมิดท์เพื่อเสนอว่าอเมริกาได้ใช้สงครามที่พวกเราหลายคนเรียกว่าสงครามเย็นต่อต้านคอมมิวนิสต์ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ตามมาด้วยสงครามต่อต้านการก่อการร้ายมุสลิม และสงครามพาณิชย์กับจีนเพื่อการสั่งสมทุน (ตามข้อเสนอของมาร์กซ์) และได้สร้างคู่อริดังกล่าวเพื่อเสริมความชอบธรรมสำหรับทำสงคราม (ตามข้อเสนอขอชมิดท์) ซึ่งทั้งหมดนี้ผมคิดว่าผมพอตอบไปโดยกว้างๆแล้วว่าสงครามเย็นกับผีคอมมิวนิสต์มีความสัมพันธ์กันอย่างไร

ถ้าจะมีข้อเสนอต่อไปจากนี้เพื่อเอาไว้อภิปรายคือ ผมคิดว่าสงครามเย็นเป็นการแบ่งเวลาทางประวัติศาสตร์ที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ เพราะมันดูจะเป็นการเล่าเรื่องมาจากฝั่งอเมริกาเอาเสียมาก ๆ สงครามมัน “เย็น” เพียงเพราะว่าอเมริกาต้องการจะโปรโมทด้านการสร้างความยินยอมของตัวเองในสงครามนี้โดยใช้ระเบิดนิวเคลียร์ที่ตัวเองถือครองเป็นข้อต่อรองอยู่เบื้องหลัง คำสำคัญของการสร้างจักรวรรดิอเมริกาช่วงสงครามเย็นสำหรับผมจึงดูจะเป็นการปกครองมากกว่าการใช้อำนาจกดขี่โดยตรง เราจึงอาจไม่แปลกใจว่าทำไมมิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) จึงมาสนใจประเด็น “การปกครอง (governmentality)” ในช่วงกลางสงครามเย็น

แต่ขณะเดียวกันเมื่อเรามองเห็นแล้วว่าอเมริกามีวิธีการปกครองด้วยการใช้วาทกรรมและทฤษฎีมาเคลือบความเคลื่อนไหวทางการเมืองของตนเองแบบเนียน ๆ แล้ว เราก็ย่อมเห็นว่า เมื่อเราเอากรอบวิธีคิดแบบสงครามเย็นออกไป ช่วง “สงครามเย็น” ที่เราพูดถึงนี้มีแต่ความรุนแรง กล่าวคือ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นช่วงการต่อสู้กู้ชาติ ต่อต้านอาณานิคม ต่อต้านทุนนิยม ต่อต้านระบบ การลุกฮือของชาวนา กรรมกรและนักศึกษา การสังหารผู้นำทางการเมือง การต่อสู้เพื่อเอาผลประโยชน์ของทรัพยากรธรรมชาติ ในช่วงทศวรรษที่ 1950s-1970s แม้ในอเมริกาเองก็มีการปราบปรามผู้ที่ต่อต้านสงครามเวียดนาม ขบวนการสิทธิพลเมือง และขบวนการต่อต้านการเหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติ แล้วตามมาด้วยชัยชนะของโลกตะวันตกในช่วงการสถาปนาเสรีนิยมใหม่ช่วงปลาย 1970s ถึงทศวรรษที่ 1980s เอาเงินดอลลาร์เป็นตัวกลางของการแลกเปลี่ยน การปราบสหพันธ์กรรมกร การบังคับให้ประเทศต่าง ๆ พัฒนาผ่านการกู้ยืมเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ทั้งหมดนี้เพื่อควบรวมให้แหล่งทุนทั้งหลายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทุนอเมริกาแล้วนำทุนเหล่านี้ไปทำสงครามต่อภายในวัฏจักรการสั่งสมทุน

คำถามคือถ้าเราตระหนักว่าสงครามเย็นเป็นเพียงวาทกรรมที่เคลือบการเมืองของอเมริกาเอาไว้ผ่านมุมของอเมริกา เราจะเข้าใจโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สองด้วยมุมมองอื่น ๆ ได้ว่าอย่างไรบ้าง แล้วเราจะมีวิธีการสร้างสังคมการเมืองของเราที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างไรบ้าง

ดังนั้น เมื่อผู้จัดถามว่ามรดกของสงครามเย็นที่ยังคงอยู่ในปัจจุบันมีอะไรบ้าง มีคำตอบที่ทั้งง่ายและยาก คำตอบที่ง่ายคือประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่อยู่ในอาณัติอเมริกาช่วงสงครามเย็นตั้งแต่สมัยปฏิปักษ์ปฏิวัติล้มคณะราษฎร แล้วโครงสร้างขุนศึก ศักดินา พญาอินทรีย์ เจ้าสัว แครอท นี้ก็ยังสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน คนไทยก็ยังคงเมาค้างไม่มูฟออนจากผีคอมมิวนิสต์ที่อเมริกาสร้างไว้ตั้งแต่สงครามเย็น อันที่จริงควรบอกว่าผีคอมมิวนิสต์ และโครงสร้างอำนาจช่วงสงครามเย็นนี้มีประโยชน์ต่อชนชั้นนำไทยต่างหาก จึงทำให้ชนชั้นนำไทยผลิตซ้ำผีคอมมิวนิสต์เอาไว้

ส่วนคำตอบที่ยากคือ ถ้าเรามองว่าสงครามเย็นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการสั่งสมทุนของอเมริกา แล้วโลกปัจจุบันก็ยังคงเป็นโลกที่อเมริกาเป็นศูนย์กลางอยู่ เราก็อาจบอกได้ว่าเรายังไม่ได้ก้าวออกไปจากโลกสงครามเย็นมากนัก ผมอยากมองด้วยซ้ำว่าในที่สุดแล้วมรดกของสงครามเย็นในไทยมันอาจไม่ใช่แค่โครงสร้างอำนาจ แต่คือความพอใจที่จะไม่ต้องเปลี่ยนไปตามกระแสโลกนักเพราะถือว่าเราอิ่มตัวจากการได้ใบบุญอเมริกาที่มาลงทุนไว้ตั้งแต่สงครามเวียดนาม ความพึงพอใจนี้น่าจะเข้ากันได้ดีกับจริตของชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมที่ไม่ส่งเสริมความก้าวหน้าแต่ส่งเสริมแบบแผนเดิม ๆ แล้วสร้างโลกที่ผิดฝาผิดตัวจากแบบแผนเหล่านี้ ขณะนี้ผมมองว่าโลกผิดฝาผิดตัวที่ชนชั้นนำไทยสร้างได้ตัดขาดประเทศไทยจากโลกภายนอก ทำให้ประเทศไทยปัจจุบันเป็นรัฐส่วนเกินของโลกไป ในแง่ที่ว่าประเทศไทยต้องการโลก แต่โลกไม่ได้ต้องการประเทศไทย องค์ประกอบหลายอย่างนี้น่าจะรวมกันเป็นมรดกของสงครามเย็นที่ทำให้ไทยไม่เคยเป็นเอกราชอย่างแท้จริงเลยทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือแม้แต่ภูมิปัญญา แล้วผู้ที่หวังจะช่วยให้ไทยเป็นเอกราชในด้านต่าง ๆ นี้ก็ถูกควบคุมปราบปราม

เราคงต้องยอมรับว่าประเทศไทยอยู่ด้วยตัวคนเดียวในโลกไม่ได้ ดังนั้นคำถามสำคัญที่เราอาจต้องถามในวันนี้คือเราจะสร้างความสำคัญให้ประเทศไทยในโลกได้อย่างไรในระเบียบโลกที่กำลังจะเปลี่ยนไปโดยให้ไทยเป็นประเทศที่ประชาชนส่วนรวมมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ภูมิปัญญา และสิ่งแวดล้อมของตนเองด้วย

ผมขอทิ้งท้ายไว้ว่า แม้แต่ผีก็มีอายุขัยที่จะไปเกิดใหม่ ในแง่หนึ่งผีคอมมิวนิสต์หรือผีล้มเจ้าถูกปลุกมาเรื่อย ๆ โดยรัฐเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้ความรุนแรงปราบอริทางการเมือง แต่อีกแง่หนึ่ง เวลามีวิกฤติการทางการเมืองและเศรษฐกิจ เราจะพบว่านักเคลื่อนไหว นักคิด นักเปลี่ยนแปลงต่างปลุกผีคอมมิวนิสต์ขึ้นมาเพื่อหาทางออกให้กับวิกฤติการณ์เหล่านั้น เพราะแนวคิดมาร์กซิสต์อภิปรายประเด็นเรื่องการกดขี่ ขูดรีด การควบคุม และการใช้ความรุนแรงไว้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยมอยู่แล้ว พร้อมกับเสนอทางออกปลายเปิดจากระบบดังกล่าวให้ไปขบคิด ทดสอบ และปฏิบัติต่อ

ผมจึงอยากเชิญชวนให้ลองศึกษาแนวคิดมาร์กซิสต์ที่ไม่ได้ผ่านภาพจำของอเมริกาช่วงสงครามเย็นดูแล้วเราอาจจะเข้าใจมากขึ้นว่าทำไม “โลกเสรี” ที่ว่านี้จึงไม่ให้ความเสรีกับแนวคิดนี้ และโลกเสรีกลัวอะไรกับคอมมิวนิสต์ถึงกับต้องทำให้มันเป็นปีศาจ ผมคิดว่าการที่อเมริกาทำให้คอมมิวนิสต์เป็นปีศาจนั้นชี้ให้เห็นความเปราะบาง และแฟนตาซีของอเมริกามากกว่าความน่ากลัวของปีศาจคอมมิวนิสต์เองเสียอีกครับ