ความมืดกลางแสงแดด: ชีวิตแรงงานรอบรั้วมหาวิทยาลัยในวิกฤตโควิด

ธีรภัทร อรุณรัตน์ และ จิรปรียา แซ่บู่ เรื่องและภาพ
ณิชยา ลังกาพินธุ์ ภาพหน้าปก

เกือบครบขวบปีที่วิกฤตโควิด-19 เข้ามาพลิกผันสังคม การศึกษาเดินต่อแม้รั้วมหาวิทยาลัยจะปิด, พื้นที่ทั้งในและรอบมหาวิทยาลัยเดิมเคยเต็มไปด้วยปฏิสัมพันธ์ของผู้คนใน-นอกพื้นที่ นักเรียน นิสิตนักศึกษา ในวันนี้เงียบเหงา บางตา และทั้งหมดแปรผันตรงกับรายได้-รายรับที่ผู้คนในพื้นที่พึ่งพา 

กลางแสงแดดจ้า, ป้าย ‘มหาวิทยาลัยอันดับ 1’ สูงเด่นเป็นสง่า ถัดหลังไปเป็นสิ่งที่สิ่งปลูกสร้างนั้นปิดบังเอาไว้เป็นเงาตามตัว. 

ในความมืด, ใครเล่าจะนึกถึงเลือดเนื้อที่เป็นเส้นเลือดฝอยในวันที่การจราจรติดขัด หรือ ผู้ที่ทำ ‘งานสกปรก’ ที่หลายคนเบือนหน้าหนี?

ในวิกฤตโควิด แรงงานสำคัญที่รับมือกับโรคคือหมอ-พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งที่อุ้มชูสังคมไม่แพ้ไปกว่ากัน, วันนี้ไม่รู้ชะตากรรมของพวกเขาท่ามกลางรัฐรับชอบแต่ไม่เคยรับผิด อยู่ในความมืดกลางแดดจ้าของสังคม

‘สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ’ ชวนทุกคนถือไฟฉายส่องความมืด ชวนมองชีวิต ‘แรงงาน’ รอบรั้วมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เพื่อความสงสาร เห็นอกเห็นใจ แต่เพื่อร่วมหาทางก้าวต่อไป

-เพราะทุกคนมีแสงสว่างในตัวเอง 

วินมอเตอร์ไซค์ข้างจามจุรีสแควร์

กลางแดดจ้าของเดือนมกราคม ปี 2021 ถนนพระราม 4 ที่เคยเต็มไปด้วยรถราและผู้คนสัญจรในอีกหนึ่ง ‘ย่านธุรกิจ’ ร้างราจากภาพเดิม วินมอเตอร์ไซค์ที่คอยอุดรอยรั่วขนส่งสาธารณะได้เพียงแต่รอคอยผู้มาใช้บริการอย่างไร้หวัง

“พี่วิ่งวินอยู่ตรงนี้เนี่ย ผู้โดยสารหลักก็คือนักศึกษา นิสิต เด็กมัธยม คนที่มาเที่ยวห้าง พอเขาปิดโรงเรียน เรียนออนไลน์ มีมาตรการให้เก็บตัว มันก็ไม่มีคนขึ้น วันนึง 200 บาทยังไม่ได้เลย บางวันไม่ถึง 100 ยังมีเลย ตอนนี้ก็ได้แค่ประคองสถานการณ์ ถ้าเป็นแบบนี้สักสองเดือนก็คงต้องสลายตัวกัน

“โดยทั่วไป ถ้าเป็นเหตุการณ์ปกติคนจะใช้บริการเยอะนะ นิสิตในมหาลัยเขาจะไม่เรียก Grab เพราะอัตรามันสูงกว่า ถ้าไประยะใกล้ ๆ เขาก็เลยเรียกวินตรงนี้ มันแค่ 20 บาท แต่ถ้าเป็น Grab มันเริ่มต้นที่ 35 บาท วินตรงนี้เลยเป็นปัจจัยหลัก ไม่ว่าจะสาธิตประถม มัธยม นิสิต ตรงนี้มันจะไวกว่า ถูกกว่า พอเป็นแบบนี้ ตอนนี้ก็เลยไม่มีคนเลย น้องก็ดูสภาพรถไฟฟ้าใต้ดินแทบไม่มีคนขึ้นคนลงด้วยซ้ำ”

ต้นปี 2564 เราได้ยินข่าวเรื่องการเรียนออนไลน์ทั้งปีการศึกษาอย่างหนาหู แนวโน้มว่าสถานการณ์จะดีขึ้นปลุกความหวังอันริบหรี่ที่จะมีรายได้ต่อวันเพิ่มขึ้นของพี่วิน 

แต่ยังไม่เห็นถึงอนาคตอันใกล้ พี่วินชวนพวกเรามองย้อนชะตากรรมที่เจอก่อนหน้าในพื้นที่ทำเลทองแห่งนี้ว่า
“ส่วนที่ตรงนี้ (บริเวณข้างห้างจามจุรีสแควร์) เขาให้ยืนอยู่ก็บุญแล้วน้อง ฝ่ายอาคารชุดก่อนนะ เห็นคนไม่ใช่คน ตอนนั้นฝนตก พี่กางร่มกินข้าวอยู่ เขาโทรบอกเทศกิจให้มาเอารถ ให้มาเอาร่มออกเลย ทั้งที่ฝนตกแรงนะ แทนที่จะให้กินข้าวเสร็จ ให้หลบฝน ให้ฝนหยุดไปก่อน แล้วถึงมีต้นไม้แบบนี้พวกพี่ก็เข้ามายืนหลบแดดไม่ได้เลย บางทีเขาทำถึงขนาดนี้”

พี่วินที่ไม่ได้เอ่ยนามพูดจบก็หันมองเพื่อนร่วมคิวอีกคนหนึ่ง กำลังนั่งพักผ่อนหย่อนใจในพื้นที่ที่หวงห้ามกันหนักหนา

“แล้วตอนแรกตรงนี้มีวินประมาณ 10-20 คนนะ ตอนนี้เริ่มสลายแล้ว เพื่อนที่วิ่งวินเหมือนกัน เมื่อก่อนเขาเป็น รปภ. ที่จุฬา ก็ลาออกมาวิ่งวิน ตอนนี้ก็ลำบากมาก แล้วเขามีเมียกำลังท้อง ถ้าวิ่งได้วันละไม่ถึงสองร้อยเงี้ย จะอยู่ยังไง อยู่ไม่ได้หรอก แล้วถ้ายังเป็นแบบนี้ พี่ว่าเขาน่าจะไปคนแรกเลย”

พลางย้อนกลับมามองอนาคตของตัวเอง “ทุกอย่างมันไม่แน่นอน อย่างโควิดเข้ามากระตุ้นเนี่ย ประมาณเดือนสองเดือนก็อาจจะจบแล้ว ทุกคนก็ต้องหาแนวทางใหม่ ถึงจะยังมองไม่ออก แต่สุดท้ายมันก็ต้องไปอยู่ดี”

“ต่างคนต่างมองหน้ากันแล้ว…ใครจะไปก่อนกัน ประมาณนั้น” เขาทิ้งท้าย

‘ป้าตุ่ม’ แม่บ้านคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

“ป้าอายุ 65 ทำงานในกรุงเทพมาตั้งแต่ 2522 ตอนทำแม่บ้านแรก ๆ ก็ทำที่วิทย์กีฬา (คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา) แล้วก็ย้ายมาที่สวนร้อยปี แล้วถึงมาที่คณะรัฐศาสตร์ แต่ก่อนเสาร์อาทิตย์ป้าก็ไปทำเบเกอรี่อยู่แต่นี่ไปไม่ได้แล้วเพราะเป็นงูสวัสดิ์ อาจารย์สั่งให้หยุดทำ 3 เดือน”

พูดจบป้าตุ่มก็ถกเสื้อเผยให้เห็นแผ่นหลังบางส่วน

เราสนทนากันในห้องพักของตึกสูง ไม่มีโต๊ะ ไม่มีเก้าอี้ มีเพียงพัดลมหนึ่งตัวพอพัดพาความเย็นสบาย พร้อมกับหมอนหนุนและเสื่อหากใจอยากจะหย่อนกาย

“แม่บ้านที่รัฐศาสตร์ก็มีกัน 7 คน แบ่งโซนกันทำ ทำคนละ 2 ชั้น อย่างป้าก็ทำห้องน้ำ หน้าห้องน้ำ โถงหน้าลิฟท์ บันได ส่วนตรงห้องเรียนเจ้าหน้าที่เขาเป็นคนทำ ป้ามาตั้งแต่ตีสี่ ทำถึงสี่โมง คนอื่น ๆ ตอนพักก็อาศัยตรงไหนว่างก็นั่ง ของป้าตรงนี้ดีอย่างคือมันสบาย นอนได้ เขาไม่ว่า เขาไม่มาวุ่นวายแล้วเจ้าหน้าที่ก็เรียบร้อย ไม่เลอะเทอะ เราทำความสะอาดง่าย”

“ช่วงโควิดที่มหาลัยปิด พวกป้าทำงานโดยสลับเวรกันมาทีละ 2 คน ทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ เขา (ผู้ว่าจ้าง) ก็คิดรายวัน วันละ 350 แต่ถึงจะคิดเงินเป็นรายวันแต่ก็ให้เป็นรายเดือน คิดตามวันที่ทำงานจริง แล้วก็ถ้าไม่มาทำงานแล้วบริษัทหาคนมาแทนไม่ได้ ฝ่ายอาคารก็จะตัดเงินฝั่งบริษัท ส่วนบริษัทก็มาตัดเงินเราอีกที แล้วแม่บ้านได้แค่คนละ 7,300 บาท ขนาดป้าไม่มีค่าประกันสังคมให้หักออก ถ้ามีก็ยิ่งหักออกไปอีก แต่เดือนนี้ที่จะรับเงินยังไม่รู้เลยว่าจะได้เท่าไหร่ หักอะไรไปเท่าไหร่บ้างเพราะไม่มีสลิปให้ดู”

ลองจินตนาการว่า ถ้าคนเก็บขยะในพื้นที่ไม่ทำงานสัก 1-2 วัน อะไรจะเกิดขึ้น ทำนองเดียวกัน, “งาน” ที่คนบ่ายหน้าหนีแต่ขาดไม่ได้ กลับไม่ได้ให้ความสำคัญทางสังคมทั้งในความเป็นจริงและความคิดคำนึง

“ตั้งแต่ที่เคยทำงานมาไม่เคยเจออะไรแบบนี้เลยนะ ไม่ว่าจะทำงานต่างจังหวัดตั้งแต่อายุ 13-65 ไม่เคยเจอแบบนี้เลยจริง ๆ อย่างเสื้อยูนิฟอร์มนี้ก็ต้องซื้อเอง ออกเงินเอง 350 บาท แล้วก็ยังมีค่าประชุมอีกเดือนละ 350 ทั้ง ๆ ที่บางเดือนก็ไม่ได้ไป ค่าบัตรประจำตัวก็ไม่ออกให้

“เขาบอกไม่ต้องทำ ได้แต่ทน ๆ ไป ทำยังไงได้ เราก็อายุเยอะแล้ว”

‘ป้าติ๋ว’ บุคลากรเก่าของคณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ

“แต่ก่อนป้าเป็นแม่ครัวเลี้ยงพนักงานสามร้อยกว่าคนอยู่บริษัท Fiat124 ที่คลองเตย แม่ป้าเป็นภารโรง พ่อเป็นยามที่คณะ [คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ] ลุงของป้าที่เป็นเลขาที่ห้องธุรการตรงนี้ [ชี้ไปที่ห้อง ๆ หนึ่งในตึกสำราญราษฎร์บริรักษ์ อาคารของคณะรัฐศาสตร์] ก็ชวนป้ามาทำงานที่คณะรัฐศาสตร์” 

เรานั่งคุยกันที่โถงตึกพอดี ด้วยความคุ้นเคย ความทรงจำล้นเหลือ มือไม้ท่าทางของ ‘ป้าติ๋ว’ ไปพร้อมกับเนื้อหาที่พูด

“ตอนนั้นอายุ 15-16 ช่วงแรกป้าทำความสะอาดห้องน้ำอยู่ที่ตึก 1 กับตึก 2 พอตอนหลัง อาจารย์เกษม อุทยานิน ก็ให้ย้ายไปชงกาแฟที่ตึกปกครอง [อาคาร 2 คณะรัฐศาสตร์] แล้วก็ไปขายข้าวที่โรงอาหารเก่า [บริเวณข้างตึกกิจกรรมนิสิต คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ]”

“แล้วเมื่อก่อนตอนที่ป้าเลิกทำ เขาก็บอกว่ากลับมาเถอะ คนอื่นบ่นว่าอาหารไม่อร่อย พวกแพทย์เนี่ยไม่มีมาเลย” พวกเราหัวเราะลั่น ส่วนหนึ่งด้วยความเห็นด้วยลึกๆในใจ… 

-แต่ไม่ได้ถามอะไรกลับไป ‘ป้าติ๋ว’ โซโล่ต่อ 

“แม่ค้าก็บ่นกัน ‘ยายติ๋ว แกเลิกทำไมวะ น้ำขายไม่ดีเลย’ พอเวลามีกีฬามหาวิทยาลัย กีฬาของลูก ๆ ที่แข่งกัน ป้าก็ไปดู พอเขาเจอที่สนาม เขาก็บอก ‘กลับไปขายข้าวเถอะ ทำไมไม่ไปขายข้าว’ แต่ป้าก็บอกไม่เอา แล้วพอป้าเกษียณออกมานะ หนี้ก้อนใหญ่เลย

“ป้าติดหนี้แสนแปดหมื่น ป้ากู้มา เอาไปโปะที่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ตอนนั้นไปยืมเงินคนนอกมา แค่คนละ 50,000 แต่ได้เงินมาจริง ๆ 20,000 ส่วนที่เหลือมันก็หักค่าเปิดกระเป๋า ค่าน้ำ ค่าไฟ อะไรของมันน่ะ แต่ว่าเวลามาเก็บ คุณเล่นมาเก็บไม่เป็นเรื่องเป็นราว อยู่ ๆ หายไป พอมาอีกที เป็นหมายศาลมาแล้ว แล้วเราจะเอาที่ไหนไปจ่าย เราไม่รู้ว่ามันเป็นดอกเบี้ยรายวัน แล้วมาอายัดไป ป้าก็ไม่ได้เงินเลย

“ถ้าหักที่ต้องจ่ายหนี้จริง ๆ ก็หลายพัน จากเงินบำนาญ 7,000 กว่า เดือนนึงก็เหลือใช้ไม่ถึง 2,000 หรอก”

เราถามต่อว่าแล้วทำอย่างไร ยิ่งมหาวิทยาลัยปิด ไม่มีคนจ้างทำงานทำกับข้าวตามงานกิจกรรมนิสิตนักศึกษา
“น็อคเลย วันนั้นป้ายังต้องล่าลายเซ็นกับเพื่อนขอให้สหกรณ์ [ออมทรัพย์ จุฬาฯ] อย่าเพิ่งหักหนี้ได้ไหม เพราะเราไม่พอนะ แต่ได้ผลไหม วันอังคารนี้ถึงจะรู้”

“เขาพักให้แล้วหนนึง คราวที่แล้ว 3 เดือน ตอนช่วงปลาย ๆ ปี 2563 แต่ช่วงที่มหา’ลัยยังไม่พัก ป้าก็ยังมีงานไง โอ้โฮ งานเยอะ งานเลี้ยง มันก็อยู่ได้ ตอนนี้ก็อยู่ได้แต่ลำบาก ต้องมาเจียดเงิน ยังไม่สิ้นเดือนเงินจะหมดแล้ว เราก็เกรงใจลูก เขาก็ลำบากเหมือนกัน เขาไม่ได้ส่งแค่บ้าน ส่งรถอีก”

“ก็อยากให้เปิดมหาวิทยาลัยอะเนอะ ถ้าเปิดช้าหน่อย มันก็โอเค ไม่เป็นไร ถ้าเรายังไม่ตายนะ เราก็ยังมีแรงทำอยู่ เพราะว่าถ้าเปิดมา ป้ามีงานแน่นอน”

3 เดือนผ่านมาหลังจากบทสนทนานี้ การเรียนการสอนถูกประกาศให้เป็นออนไลน์ทั้งหมด รวมถึงภาคฤดูร้อนช่วงเดือนมิถุนายนจนถึงราวเดือนสิงหาคม…

ป้าจิ๋ม-ป้านัน แม่บ้านคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ถัดไปไม่ไกลจากตึกที่เราสนทนากับป้าติ๋ว ม้านั่งหินอ่อนใต้ร่มเงาต้นไม่ใหญ่ เพียงพอให้เราสนทนาตอนกลางวันกันอย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจ 

ป้าจิ๋มเป็นฝ่ายตอบคำถามพวกเราคนแรก

“ป้าทำที่จุฬาฯ มาหลายปีแล้ว เมื่อก่อนอยู่ที่ตึกมหิตฯ [บริเวณคณะพาณิชศาสตร์และการบัญชี] บริษัทเก่าโน้นมีเบี้ยขยันให้ 500 บาท

“บริษัทนี้ไม่มีแล้ว เบี้ยขยันหาย มีแต่หักเงิน เช่น ค่าอบรม แต่ป้าอยู่มาหลายปีก็ไม่ได้ไปอบรมสักครั้ง แต่ก็หักตลอด ยอดทั้งหมด 1,500 ตอนนี้หักไปแค่ 2 เดือน ยังเหลืออีก 900 บาท ไหนจะค่าเสื้อผ้า ยูนิฟอร์มอีก ค่าเสื้อตัวละ 350 จ่าย 2 ตัว ก็ 700 แล้ว

“แล้วยังตัดเงินล่วงหน้าไว้ 15 วัน กลัวเราลาออกก่อน ต้องลาออกอย่างถูกต้อง ลาออกล่วงหน้า 15 วัน หรือหมดสัญญาถึงจะได้เงินตรงนี้คืน”

ฉายให้เห็นการจ้างงานที่เปลี่ยนแปลงไปของ ‘แรงงานในรั้วมหาวิทยาลัย’ ที่เปลี่ยนจากการจ้างงานโดยตรงเป็นการจ้างบริษัทแทน จากเดิมสวัสดิการในนาม ‘ข้าราชการ’ หรือ ‘พนักงานมหาวิทยาลัย’ ที่มีพร้อมตั้งแต่รักษาพยาบาล จนถึง เบี้ยหลังเกษียณอายุ

ตอนนี้จากหน้ามือ เป็นอีกหนแห่งหนึ่ง

“โควิดรอบที่แล้ว (กลางปี 2563) ได้แค่ 6,000 กว่าบาททั้งเดือน คิดดูสิ ใช้คนเดียวยังไม่จะพอเลย แล้วนี่เรามีครอบครัว ก็ต้องประหยัด กินประหยัด ใช้ต้องประหยัด ไม่ประหยัดก็ไม่ได้ ถ้าทำเต็มที่ 22-23 วัน ก็จะมีนาน ๆ ครั้งที่ได้ 8,000 บาทนอกนั้นก็อยู่ที่ 7,000 7,600 7,800 ทั้งหมด”

สถานการณ์ของป้าจิ๋มแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับป้านัน เพราะไร้การเหลียวแลจากผู้ถืออำนาจในชนชั้นปกครอง ยิ่งซ้ำเติมสภาวะที่ถูกกดขี่อยู่แล้วในสังกัดเดิม 

“นโยบายรัฐบาลนี่ป้าก็ไม่ได้อะไรเลย ทำไม่ทัน มีแต่ประกันสังคม แล้วป้ายืมกินทุกเดือนเลย ไม่มีเดือนไหนไม่ยืม

“แล้วอีกนานเลยกว่าบริษัทนี้จะหมดสัมปทาน เราก็เหมือนต้องทน เข้ามาแล้วก็ต้องทน เพราะมันออกไม่ได้ เมื่อก่อนมาป้าก็ขอให้เบิกตังค์ได้วันที่ 20 หรือวันที่ 25 แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ เขาก็ให้เป็นเดือน พอให้เป็นเดือนแล้วป้าก็ต้องยืมกิน บริษัทอื่นเขาให้ทุกวันที่ 20 เขามีเบิกเงินให้กลางเดือน บริษัทเก่าการเงินเขาเป๊ะเลย เสื้อยูนิฟอร์มก็มีให้ แต่นี่คิดทุกอย่างเลยแม้แต่ค่าอบรม ไม่มีอบรมแต่คิดค่าอบรม จากที่ค่าแรงน้อยอยู่แล้วมันยังหักไปอีก

“เหมือนทางนี้เขาก็บอกว่าเขาจะโทรไปคุยกับบริษัทให้แต่เขาก็น่าจะช่วยอะไรไม่ได้เพราะว่าเราก็ขึ้นอยู่กับบริษัทไม่ได้ขึ้นอยู่กับจุฬาฯ ที่นี่เขาเป็นตัวกลางเฉยๆ 

“เสียดายบริษัทเก่า เขาประมูลติดได้ 2 ปีติดกันแต่แพ้บริษัทนี่ สงสัยเขาประมูลราคาต่ำ แล้วเขาก็มาหักตรงค่าแรงของเราอีกที”

หมายเหตุ: บทสัมภาษณ์บางส่วนเผยแพร่ครั้งแรกที่เพจสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ