“ความลื่นไหลและการเคลื่อนย้าย” ในมุมมองของภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

หัวข้อ: การหลั่งไหลของวัฒนธรรม มนุษยชาติ และนโยบายระหว่างประเทศผ่านกรอบการมองคุณลักษณะประจำชาติ 

แม้สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ จะเป็นสงครามระหว่างสองประเทศ แต่แน่นอนว่าย่อมเป็นประเด็นสำคัญในระดับการเมืองโลก เนื่องจากผลกระทบของสงครามกระจายเป็นวงกว้างไปสู่หลายประเทศทั่วโลก และหนึ่งในผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ “ผู้ลี้ภัย” 

บทความนี้ตั้งต้นด้วยประเด็นผู้ลี้ภัยจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน กับนโยบายของประเทศยุโรป ก่อนจะพาไปย้อนสำรวจและตั้งคำถามต่อท่าทีหรือนโยบายของประเทศยุโรปต่อผู้ลี้ภัยจากวิกฤตการณ์อื่น ๆ ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรกับนโยบายต่อผู้ลี้ภัยชาวยูเครน

จากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ประชาชนชาวยูเครนต้องกระจัดกระจายไปตามประเทศต่าง ๆ ซึ่งหลายประเทศแสดงตนว่ายินดีต้อนรับผู้ลี้ภัยชาวยูเครน รวมถึงให้ความช่วยเหลือทั้งการจัดตั้งศูนย์พักพิง จัดหาอาหารและยารักษาโรค โดยเฉพาะในโปแลนด์ (1) อันเป็นประเทศที่มีตัวเลขผู้ลี้ภัยชาวยูเครนสูงที่สุด นอกจากนั้นแล้ว ยังมีประเทศอย่างสหราชอาณาจักร ที่ผลักดันให้ตัวแสดงอื่น ๆ ที่ไม่ใช่รัฐได้มีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ลี้ภัย โดยได้ประกาศใช้แผนงาน “Homes for Ukraine” (2) กล่าวคือ การที่พลเมืองสามารถใช้บ้านของตนเป็นที่พักให้แก่ชาวยูเครน และรัฐจะจ่ายค่าตอบแทนแก่เจ้าของบ้าน 

จากตัวอย่างข้างต้น แน่นอนว่าการต้อนรับผู้ลี้ภัยนับว่าเป็นการแสดงถึงหลักมนุษยธรรมที่หลายประเทศยึดถือ อย่างไรก็ตาม จากกรณียูเครน เราสังเกตเห็นจุดร่วมบางอย่างของผู้ลี้ภัยและประเทศ Host ซึ่งคือ “ความเป็นชาติตะวันตก” ยูเครนเป็นประเทศในทวีปยุโรป จึงอาจไม่ได้ถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติเท่ากับผู้ลี้ภัยที่มีเชื้อชาติอื่น

ในทางกลับกัน หากผู้ลี้ภัยไม่ใช่คนผิวขาว หรือผู้ลี้ภัยนับถือศาสนาอื่น อะไรจะเกิดขึ้น? เมื่อตัวแปรหรือสภาพความเป็นจริงต่างกัน ก็อาจมองได้ว่าท่าทีของประเทศต่าง ๆ หรือกระทั่งประชาคมโลกก็อาจต่างตามไปด้วย เช่น ตั้งแต่วิกฤตผู้ลี้ภัยช่วงปี 2015 เป็นต้นมา เราจะเห็นได้ว่ากระแสชาตินิยม และความนิยมพรรคการเมืองฝ่ายขวาอันเป็นพรรคการเมืองที่มีนโยบายต่อต้านการรับผู้ลี้ภัยนั้นเพิ่มมากขึ้นในหลายประเทศ เช่น ฮังการี (3) อิตาลี (4) เป็นต้น เหตุที่เป็นเช่นนี้ เป็นไปได้หลายสาเหตุ เช่น ความหวาดกลัวอิสลาม (Islamophobia) ที่เมื่อผู้ลี้ภัยเป็นชาวมุสลิม ซึ่งชาวตะวันตกมีภาพจำหรือเหมารวมชาวมุสลิมเป็นผู้ก่อการร้าย ความกลัวว่าอัตลักษณ์ของตนจะถูกกลืนกลายเมื่อมีการเข้ามาของผู้ลี้ภัยที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมอย่างชัดเจน และความกลัวเรื่องภาวะทางเศรษฐกิจเมื่อมีผู้ลี้ภัยเข้ามาในประเทศ ประกอบกับกระแสโฆษณาชวนเชื่อจากพรรคฝ่ายขวาเอง เป็นต้น จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจ เมื่อผู้ลี้ภัยจากซีเรียจะไม่เป็นที่ยอมรับในบางประเทศ (5)

สุดท้ายแล้ว การเคลื่อนย้ายผู้คนและวัฒนธรรมที่เรามองเห็นจากประเด็นผู้ลี้ภัยชาวยูเครน สะท้อนให้เราเห็นถึงความเคลื่อนไหลในนโยบายของรัฐ นอกจากนโยบายจะมิได้จำกัดอยู่กับภายในประชาชนในชาติแล้ว กระทั่งนโยบายต่อผู้ลี้ภัยเองก็ยังมีความลื่นไหลอยู่ภายในนั้นด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะต้องศึกษาต่อไปในความลักลั่นลื่นไหลนี้ที่ดูจะสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลา

อ้างอิง

  1. 2022. How many refugees have fled Ukraine and where are they going?. BBC news. 

https://www.bbc.com/news/world-60555472. (accessed March 21, 2022).

  1. Department for Levelling Up, Housing and Communities and The Rt Hon Michael Gove MP. 2022. “Homes for Ukraine” scheme launches. GOV.UK. https://www.gov.uk/government/news/homes-for-ukraine-scheme-launches. (accessed March 21, 2022).
  2. ภานุพงศ์ เพชรพลอย. 2559. นัยของความหวาดกลัวอิสลามต่อกระแสต่อต้านสหภาพยุโรปในประเทศกลุ่มวิเชอกราด กรณีศึกษา: ฮังการี 24 (2): 16.
  3. Francesco Campo, Sara Giunti, Mariapia Mendola. 2021. The Refugee Crisis and Right-Wing Populism: Evidence from the Italian Dispersal Policy. 2021.
  4. ภานุพงศ์ เพชรพลอย, 21.