“ความลื่นไหลและการเคลื่อนย้าย” ในมุมมองของภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา

หัวข้อ: การเติบโตของอุตสาหกรรม K-POP ในยุคโลกาภิวัตน์

ปัจจุบันนี้เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “โคเรียนฟีเวอร์” นั้นเข้าไปมีอิทธิพลในหลาย ๆ ประเทศรวมไปถึงในประเทศไทยเองด้วย โดยเฉพาะกระแส K-POP ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก แต่กว่าวงการ K-POP จะมาถึงจุดนี้นั้นไม่ได้ง่ายเลย ย้อนกลับไปในอดีตทุกคนคงเคยได้ยินเพลง Nobody ของสาว ๆ Wonder Girls เพลงนี้ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของวงการ K-POP ไปสู่เวทีโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศตะวันตกหรือในไทยเองก็ตาม แต่หลังจากนั้น K-POP กับเวทีโลกก็เหมือนห่างไกลกันออกไปด้วยหลาย ๆ ปัจจัย เช่น เทคโนโลยีและการโปรโมท หรือแม้กระทั่งภาพลักษณ์ที่ถูกสร้างให้เป็นเรื่องห่างไกลจากสาธารณะหรือคนทั่วไป แต่จำกัดไว้ให้กลุ่มผู้มีความสนใจจำเพาะจนกลายเป็นวัฒนธรรมย่อยในสังคมต่างชาติเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางยุคโลกาภิวัฒน์ที่มีการเคลื่อนย้ายของผู้คน วัฒนธรรมและเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  วงการ K-POP ก็ไม่หยุดความพยายามที่จะกลับสู่ตลาดโลกอีกครั้ง 

ความพยายามที่จะกลับเข้าสู่ตลาดโลกนั้นมีมากมายหลายวิธี โดยในบทความนี้เราจะยก 3 ประเด็นด้วยกัน วิธีที่ยกมานั้นจะเป็นวิธีที่สะท้อนให้เห็นว่าโลกาภิวัตน์มีผลช่วยให้วงการ K-POP กลับมารุ่งโรจน์อีกครั้งอย่างไร โดยประเด็นที่หนึ่งคือการเปิดรับเมมเบอร์ต่างชาติซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเคลื่อนย้ายของผู้คน ถึงการกระทำเช่นนี้ถือว่าเป็นเหมือนการโยนหินถามทาง เพราะประเทศเกาหลีใต้ค่อนเป็นชาตินิยม (Patriotism) เมมเบอร์ต่างชาติจึงมีความเสี่ยงที่จะไม่เป็นที่นิยมเท่ากับเมมเบอร์เกาหลี แต่จุดประสงค์ของการมีเมมเบอร์ต่างชาติ ก็คือการขยายฐานแฟนคลับไปยังบริเวณต่าง ๆ ของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปเอเชีย 

วิธีต่อมาคือการที่อุตสาหกรรม K-POP นั้นมีการรับวัฒนธรรมชาติอื่น ๆ เข้ามาผสมร่วมด้วย จนเกิดเป็นการรวมกันระหว่างเพลงเกาหลีกับเพลงต่างชาติ  (Hybridization) และส่งออกสิ่งใหม่ ๆ ออกไป เช่น K-Hiphop ซึ่งช่วยสร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการนี้ นอกจากนี้ ยังมีการรับวัฒนธรรมต่างชาติในเรื่องภาษามาใช้ เพื่อส่งออกไปตีตลาดประเทศอื่น ๆ เช่น ภาษาญี่ปุ่น หรือภาษาจีน  และภายใต้การส่งออกของอุตสาหกรรม K-POP ที่มาผนวกกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี จึงทำให้การส่งออกในยุคปัจจุบันไม่ได้มีเพียงแค่เพลงเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งออกทางด้านวัฒนธรรมของเกาหลีอีกด้วย จะสังเกตได้จากการออกรายการวาไรตี้ การทานอาหารเกาหลีผ่าน Vlog และ Content ต่าง ๆ ของศิลปิน โดยสองวิธีที่กล่าวมานั้นก็ถูกใช้มาในระยะเวลาหนึ่งและสะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรม K-POP นั้นก็ได้กลับมามีกระแสในเวทีโลกอีกครั้ง เห็นได้จากหลาย ๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เช่น การร่วมงานหรือการขึ้นรับรางวัลของวง BTS จึงเปรียบเสมือนสิ่งที่การันตีว่าวงการ K-POP นั้นสามารถตีตลาดโลกและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมองว่าอุตสาหกรรมเพลงเกาหลียังไม่หยุดเพียงเท่านี้ จึงเกิดเป็นวิธีการที่สามที่จะช่วยให้วงการ K-POP นั้นรุ่งโรจน์มากขึ้นกว่าเดิม นั่นคือ ปัจจุบันค่ายเพลงทั้งหลายเริ่มนำเทคโนโลยีและแนวคิดที่เกี่ยวกับโลกอนาคต โลกเสมือนจริง อย่าง เมต้าเวิร์ส (Metaverse) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการตลาด ไม่ว่าจะเป็นค่าย SM Entertainment ที่สร้างโลกในจินตนาการที่เรียกว่า กวังยา (Kwangya) ขึ้นมา และสร้างเรื่องราวต่าง ๆ ภายในโลกนั้นประกอบกับแผนการตลาดอื่น ๆ ทำให้จากที่โลกเมต้าเวิร์สนั้นดูเป็นเรื่องที่ไกลตัวเราและดูเหนือจริงเกินกว่าที่เราจะสัมผัสได้ แต่วงการ K-POP กลับทำให้เราเข้าใกล้โลกแห่งนี้ได้มากยิ่งขึ้นทีละน้อย 

ผู้เขียนเชื่อว่าวงการ K-POP จะสามารถเติบโตและเคลื่อนย้ายได้อย่างลื่นไหลได้มากกว่าปัจจุบันเนื่องจากเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและทันสมัยมากยิ่งขึ้น หากโลกเมต้าเวิร์สพัฒนาขึ้นและไม่มีอุปสรรคด้านต่าง ๆ มาทำให้หยุดชะงักลง อาทิ เราสามารถชมคอนเสิร์ตเสมือนจริงและได้พบปะกับเหล่าศิลปินที่ชื่นชอบได้อย่างใกล้ชิดในโลกเมต้าเวิร์สโดยไม่มีเงื่อนไขของเวลา ระยะทางและสถานที่มาปิดกั้น 

จากการตั้งประเด็นดังที่ได้กล่าวไป จุดเด่นของภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาจึงเป็นการขยายประเด็นศึกษา ที่ไม่เพียงจำกัดอยู่แค่ประเด็นขนาดใหญ่หรือที่ถูกให้ความสำคัญในพื้นที่ “ทางการ” แต่เพียงเท่านั้น แต่เราสามารถศึกษาสิ่งเล็ก ๆ ที่เป็นเรื่องที่เราสนใจหรือชื่นชอบได้แม้เป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน เช่น การติ่ง ไม่จำเป็นที่จะเป็นเชิงวิชาการอย่างเดียว และเราสามารถนำทฤษฎีต่าง ๆ มาเชื่อมเข้ากับการใช้ชีวิตในแต่ละวันของเราได้อีกด้วย เพราะฉะนั้น การศึกษาผ่านมุมมองของสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาจึงเป็นการศึกษาที่สามารถมองผ่านเรื่องใด ๆ ก็ได้ที่ต้องการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการติ่ง การใช้ภาษา ทุนนิยม การรับเอาวัฒนธรรมจากต่างชาติ และอื่น ๆ อีกมากมาย